“กรุงศรีออโต้” สอน นร.โสตศึกษา เก็บเงินได้-ใช้เงินเป็น

Published on 22 September 2019 | by Panee

0

เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนสามารถเรียนรู้เรื่องการเงินได้เมื่อเร็วๆ นี้ กรุงศรี ออโต้”ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรฃองเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)จัดกิจกรรม “กรุงศรี ออโต้ สอนโสตฯ รอบรู้เรื่องเงิน”เพื่อปลูกฝังวินัยการออมให้กับเยาวชนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน ณ โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


ภิญโญ จันทสุวรรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานขายและบริหารช่องทางจัดจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 โดยครั้งนี้มีนักเรียนจากเข้าร่วมโครงการ 50 คน และตั้งใจว่าจะขยายโอกาสไปยังโรงเรียนโสตศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อขยายผลของโครงการฯ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โครงการ “กรุงศรี ออโต้ สอนโสตฯ รอบรู้เรื่องเงิน” ริเริ่มขึ้นในปี 2560 เพื่อส่งเสริมเรื่องการใช้เงินอย่างชาญฉลาดให้กับเยาวชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยมีอาสาสมัครพนักงานจากทั้งสำนักงานใหญ่และสาขาในพื้นที่ เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการทำกิจกรรมกับนักเรียนทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการในโรงเรียนโสตศึกษาทั่วประเทศมาแล้วทั้งหมด 11 แห่ง

สำหรับโรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดการเรียนสอนในปี 2536 เดิมรับเฉพาะเด็กบกพร่องทางการได้ยิน ปัจจุบันมีนักเรียนออทิสติกซ้ำซ้อนด้วย โดยมีนักเรียนทั้งหมด 110 คน ครู 44 คน

 

ในการทำกิจกรรม เบื้องต้นแบ่งนักเรียนทั้งหมดออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับเงิน 100 บาท

โจทย์คือทำอย่างไรให้เงินงอกเงย? โดยเรียนรู้ผ่านฐานต่างๆ 5 ฐานซึ่งทุกกลุ่มต้องวนไปให้ครบทั้งห้าฐาน พอทำกิจกรรมเสร็จแต่ละฐาน ต้องนำเงินไปฝากธนาคารก่อนที่จะทำกิจกรรมฐานต่อไป

ฐานที่ 1 คิดก่อนซื้อ ทีมงานจะโชว์ภาพสิ่งของต่างๆ แล้วถามนักเรียนว่าควรซื้อไหม หากเป็นของที่ไม่จำเป็นแต่ตอบว่า “ซื้อ” ก็จะโดนปรับ ถ้าตอบถูกก็ได้เงินรางวัล เช่น ชวนให้ซื้อ รองเท้ากีฬา ถ้าตอบว่า “ไม่จำเป็น” ได้เงิน 20 บาท หรือโชว์ภาพ “ยา” ถามว่าจำเป็นต้องซื้อไหม ถ้าน้องๆ ตอบว่า “ซื้อ” ได้รับเงิน 20 บาท

ฐานที่ 2 ขยันหมั่นออม ใช้ช้อนตักลูกปิงปองหรือใช้ตะเกียบคีบและเอาไปหยอดในกล่อง ถ้าทำได้ก็ได้รับเงิน
ฐานที่ 3 บันทึกรายรับรายจ่าย ให้เล่นเกมลักษณะคล้ายเกมเศรษฐี
ฐานที่ 4 เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ ให้เด็กหยิบของจากถุงทีละชิ้น ถามว่านำไปทำอะไรได้บ้าง เช่น หยิบได้แก้วพลาสติก นักเรียนตอบว่าเอาไว้ใส่ช้อน ใส่น้ำดื่ม ฯลฯ ถ้าตอบถูกมากได้รับเงินมาก
ฐาน 5 อัจฉริยะการเงิน ให้ตอบคำถามเกี่ยวกับการเงิน เช่น แบงก์ชาติมีชื่อเป็นทางการว่าอะไร โดยมีคำตอบให้เลือก หากตอบถูกก็ได้เงินรางวัล

หลังทำกิจกรรมจบแต่ละฐาน ต้องนำเงินไปฝากธนาคารทุกรอบ ฝากรอบแรกได้ดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ รอบต่อไปได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพื่อฝึกให้นักเรียนรู้จักวิธีการฝากเงินและทราบว่ามีดอกเบี้ยตอบแทน

 

ตลอดเวลาในการทำกิจกรรม แม้ส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้ภาษามือในการสื่อสาร แต่บรรยากาศชวนให้รู้สึกว่ากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ด.ช.พีรพัฒน์ แก้วเขียว นักเรียนชั้น ม.2 กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า ได้รับความรู้สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้ นำสิ่งที่พี่ๆ สอน เช่น เวลาจะซื้อของต้องคิดว่าจำเป็นหรือไม่ สอนให้รู้ว่าต้องรู้จักเลือกซื้อของใช้ที่จำเป็น ในชีวิตประจำวันและมีประโยชน์ ไม่ควรซื้อของฟุ่มเฟือย รู้ว่าขยะเอามาเปลี่ยนเป็นเงินได้ โดยส่วนตัวก็ออมเงินอยู่แล้วฐานที่คิดว่าได้ประโยชน์มากคือฐานที่ 4 เพราะช่วยลดโลกร้อน และรู้ว่าขยะชิ้นเล็กๆ หากรวมกันแล้วนำไปขายก็ได้เงิน เสื้อผ้าเก่าๆ สามารถมาดัดแปลง หรือรีไซเคิลได้

ด.ช.สิริภพ แสงจันทร์ นักเรียนชั้น ม.1 บอกว่า ก่อนมาคาดหวังว่าเป็นการเล่นเกมธรรมดา แต่หลังทำกิจกรรมแล้วได้รับความรู้เพิ่มขึ้น รู้เรื่องการประหยัด การฝากเงินกับธนาคาร การเลือกซื้อของว่าสิ่งใดจำเป็น ไม่จำเป็น   ส่วน น.ส.วันวิสาข์ มาลาน เรียนชั้น ม.3 รายนี้บอกว่าชอบทุกกิจกรรม และในอนาคตอยากเรียนระดับมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่มีแผนว่าจะเรียนอะไร

ครูวันเพ็ญ พุทธโกษา ผู้สอนวิชาฝึกพูดให้เด็กออกเสียงและเป็นล่ามภาษามือเล่าว่า ในโรงเรียนมีทั้งนักเรียนที่หูหนวก หูตึง และออทิสติก ครูต้องฝึกให้เด็กทุกคนออกเสียง เพื่อให้สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้

ครูวันเพ็ญเล่าว่า พ่อแม่เด็กนักเรียนจะฝากเงินไว้กับโรงเรียน สำหรับให้เด็กใช้สัปดาห์ละ 80 บาท ทุกวันพฤหัสเด็กๆ จะเข้าแถวเพื่อรอฝากเงิน เป็นเงินที่เหลือจากค่าขนม อีกส่วนเป็นรายได้จากการที่ร่วมทำกิจกรรม เช่น ปลูกผักและนำผักไปขายทำอาหาร นอกจากนี้ครูยังปลูกฝังให้นักเรียนแบ่งเงินไว้ทำบุญในวันสำคัญๆ ทางศาสนาด้วย

 

สิริพร ศุภรัชตการ ประธานคณะกรรมการอาสาสมัคร กรุงศรี ออโต้ ประจำปี 2562 กล่าวถึงความเป็นมาว่าครั้งแรกไปสอนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร กรุงเทพฯ และมีคนถามครูว่าจะสอนได้ไหม ครูตอบว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะคนมักคิดว่าเด็กเรียนรู้ไม่ได้ จริงๆ พวกเขาเรียนรู้ได้แต่มีข้อจำกัด เรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญเด็กที่ไม่ได้ยินจะสายตาดี เมื่อเติบโตขึ้นมักทำงานวาดภาพ แต่ปัญหาคือไม่รูจักการจัดการเงิน เช่น ขายภาพได้เงิน 500 บาท พอเดินไปร้านสะดวกซื้อ ก็ใช้เงินหมดในคราวเดียว

ถามว่าทำไมต้องสอนเด็ก เพื่อปลูกฝังวินัยการออม และเด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ แต่ต้องทำให้เป็นลักษณะการเล่นเกม ต้องให้เด็กสนใจก่อน
“หลักสูตรมาจากการทำซีเอสอาร์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยาออกแบบให้เหมาะสมกับเด็ก กิจกรรมครั้งนี้มีเด็กเข้าร่วม 50 คน เป้าหมายของเราคือให้ “คิดก่อนใช้” ถ้าเป็นเด็กโตกว่านี้ จะสอนเรื่องการออมและการลงทุน “

“ในปีนี้ เรามีแผนที่จะขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนโสตศึกษาอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชัยภูมิ และโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา เราหวังว่าโครงการฯ จะช่วยหยิบยื่นโอกาสในการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเยาวชนที่หลายคนอาจมองข้ามไป และสร้างรากฐานที่มั่นคงในการใช้ชีวิตในอนาคต” สิริพร กล่าวปิดท้าย

Tags: , , , , ,





Back to Top ↑

WP Twitter Auto Publish Powered By : XYZScripts.com