กรีนพีซชี้ วิกฤตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเป็นแหล่งฝังกลบขยะพิษให้ประเทศร่ำรวย

Published on 25 April 2019 | by Panee

0

 รายงานของเครือข่ายสากลเพื่อยุติเทคโนโลยีเผาขยะและส่งเสริมทางเลือกในการจัดการของ เสีย (GAIA -Global Anti Incinerator Alliance) ที่ใช้ข้อมูลการค้าขยะทั่วโลกจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออก(Greenpeace East Asia) มาวิเคราะห์ ระบุว่า ขยะพลาสติกที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การตายของพืช การเจ็บป่วยของผู้คนและมลพิษจากการเผาขยะในที่โล่ง ได้ไหลบ่าเข้า มาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในนามของการรีไซเคิล

 

 

“ขยะพลาสติกจากประเทศอุตสาหกรรมกำลังคุกคามชุมชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปลี่ยนพื้นที่อันสดใสและสวยงามให้เป็นหลุมฝังกลบขยะพิษ นี่คือที่สุดของความไม่เป็นธรรมซึ่งประเทศและชุมชนต่างๆ ที่มีศักยภาพและทรัพยากรอย่างจำกัดในการจัดการมลพิษพลาสติกได้ตำเป็นเป้าหมายของการระบายขยะพลาสติกจากบรรดาประเทศอุตสาหกรรม” วอน เฮอร์นันเดซ ผู้ประสานงานระดับสากลของ เครือข่าย Break Free from Plastic กล่าว

เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของขยะพลาสติกรีไซเคิล ทั้งก่อนและหลังการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกของจีนในปี พ.ศ. 2561 กรีนพีซ เอเชียตะวันออกได้รวบรวมข้อมูลการนำ เข้า-ส่งออกจากผู้ส่งออก 21 อันดับแรก โดยมีสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่ถูก จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลผู้นำเข้าเศษพลาสติก 21 อันดับแรก

 

 

ในขณะเดียวกัน การสำรวจภาคสนามของเครือข่าย GAIA ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยได้ลงลึกถึงกิจการรีไซเคิลที่ผิดกฎหมายและ เกี่ยวข้องกับอิทธิพลมืด การเผาขยะในที่โล่ง การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ การตายของพืช และการเจ็บป่วยที่เพิ่มมากขึ้นที่เชื่อมโยงกับมลพิษใน สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ทำให้ประชาชนลุกขึ้นประท้วง ส่งผลให้รัฐบาลเดินหน้าออกข้อบังคับเพื่อป้องกันประเทศจากการเป็นที่ทิ้งขยะพลาสติก หลายประเทศทา ตามแบบจีนในการออกนโยบายห้ามนำ เข้าขยะพลาสติก

ข้อมูลบ่งชี้ว่าวิกฤตพลาสติกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบันเป็นสุดยอดของการค้าขยะพิษระดับโลก โดยมีทั้งขยะที่ส่งออกและขยะที่สะสม พื้นที่ของทุกๆ ประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่เว้นแต่ประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกขยะ ในภาพรวม การส่งออกขยะพลาสติกลดลงเกือบร้อยละ 50 จาก 12.5 ล้านตันในปี 2559 เป็น 5.8 ล้านตันในปี 2561 (ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561) ทั้งนี้ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าการ ผลิตพลาสติกเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการส่งออกที่ลดลงนั้นหมายถึง “พลาสติกรีไซเคิล” จะยังคงถูกสะสมหรือถูกนำไปจัดอย่างไม่เหมาะสมในประเทศต้นทาง

 

 

แต่ถึงกระนั้น การส่งออกขยะพลาสติกก็ไม่ได้รับประกันถึงการการจัดขั้นสุดท้ายที่เหมาะสม ปัจจุบัน การส่งออกขยะมีเส้นทางไปยังประเทศ ต่างๆ ที่มีข้อบังคับไม่เพียงพอที่จะปกป้องตนเอง ยกตัวอย่างเช่น North Sumengko ในอินโดนีเซียกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะพิษจากต่างประเทศเพียง ชั่วข้ามคืน การสำรวจภาคสนามของเครือข่าย GAIA พบกองขยะทับถมกันสูงถึง 2 เมตร การทิ้งอย่างมักง่ายและการเผาขยะในที่โล่งในเขต ชุมชนเกษตรกรรม

กระบวนการเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปนอกเสียจากว่าจะมีการจัดการอย่างเด็ดขาด และหลังจากที่จีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ขยะจะถูก ส่งไปยังมาเลเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งในเวลาต่อมาไม่นาน ได้มีความเข้มงวดการนำเข้าขยะ ท้ายที่สุด การส่งออกขยะจึงมุ่งไปยังอินโดนีเซีย อินเดีย และตุรกี

“เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมการนำเข้าขยะพลาสติก ขยะพลาสติกเหล่านั้นก็ถูกผลักไปสู่ปลายทางที่ไม่มีการควบคุมและเมื่อประเทศนั้น มีการตั้งกฎควบคุมขึ้น ขยะดังกล่าวก็จะถูกผลักไปสู่ประเทศอื่นอีก นี่คือระบบการล่าเหยื่อและยังไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้ เห็นถึงการมีพลาสติกมากขึ้นที่อยู่หลุดรอดไปในที่ที่เราไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้” เคท ลิน ผู้ประสานงานณรงค์อาวุโส กรีนพีซ เอเชียตะวันออกกล่าว

 

 

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายนถึง 10 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่สวิตเซอร์แลนด์เพื่อพิจารณาข้อเสนอจาก นอร์เวย์ในประเด็นเรื่องความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้นในการค้าขยะพลาสติกทั่วโลก ข้อเสนอดังกล่าวระบุว่าผู้ส่งออกขยะพลาสติกควร ได้รับอนุญาตจากประเทศปลายทางล่วงหน้าซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่า “การยินยอมล่วงหน้า” ซึ่งเป็นระบบที่ใช้อยู่แล้วสำหรับกากของเสียอันตราย ประเภทต่างๆ

“ในขณะที่ประเทศที่ร่ำรวยทิ้งขยะพลาสติกคุณภาพต่ำของพวกเขาไปยังประเทศกำลังพัฒนา สิ่งที่ประชาคมโลกสามารถทำได้อย่างน้อยที่สุดคือ การปกป้องสิทธิของการรับรู้ข้อมูลว่าสิ่งที่พวกเขาได้รับคืออะไร อย่างไรก็ตาม ประเทศส่งออกขยะพลาสติกต้องจัดการปัญหามลพิษพลาสติก ในประเทศของตนแทนที่จะผลักภาระไปสู่ประเทศอื่นๆ” โบว์ บาคองกีส ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลาสติกประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์กร GAIA กล่าว

 

วิกฤตพลาสติกนี้ยังที่มาที่ชัดเจนคือ บริษัทที่ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อเพิ่มผลกำไร  “การรีไซเคิลตามไม่ทันกับการผลิตพลาสติก มีเพียงร้อยละ 9 ของพลาสติกที่ผลิตได้เท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิล ทางออกเดียวสำหรับการแก้ปัญหา มลพิษพลาสติกคือการผลิตพลาสติกให้น้อยลง ผู้ใช้พลาสติกรายใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างเช่น เนสท์เล่ย์และยูนิลิเวอร์ รวมถึงซูเปอร์มาเก็ตจำเป็นต้องลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและมุ่งสู่ระบบการเติมและการใช้ซ้ำ” เคท ลิน กล่าว เสริม





Back to Top ↑

WP Twitter Auto Publish Powered By : XYZScripts.com